ณเดชน์ คูกิมิยะ
ณเดชน์ คูกิมิยะ (เกิด 17 ธันวาคม พ.ศ. 2534) ชื่อเล่น แบรี่ เป็นนักแสดงและนายแบบชาวไทย มีชื่อเสียงจากผลงานการแสดงทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยเฉพาะละครที่แสดงร่วมกับอุรัสยา เสปอร์บันด์ เช่น ดวงใจอัคนี และ เกมร้ายเกมรัก รวมถึงเป็นผู้นำเสนอภาพยนตร์โฆษณาสินค้าต่าง ๆ มากมาย เข้าร่วมในกิจกรรมรณรงค์ด้านสังคม งานการกุศล เช่น เป็นพรีเซ็นเตอร์รณรงค์เชิญชวนชายไทยคัดเลือกทหารให้กับทางกองทัพบก การได้รับเลือกจากสภากาชาดไทยเป็นทูตรณรงค์เผยแพร่ความรู้ต้านภัยมะเร็งเต้านม ในปี 2554–2555 ได้รับเลือกจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เป็นทูตพระพุทธศาสนาวิสาขบูชานานาชาติ เป็นต้น มีผลงานการพากย์เสียงการ์ตูนและได้รับรางวัลผลงานดีเด่นในวงการบันเทิงหลายรางวัล จากการที่ประชาชนพบเห็นณเดชน์ปรากฏตัวผ่านสื่อต่าง ๆ มากมายอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา และนิตยสาร ทำให้บางกอกโพสต์เรียกเขาว่า "Mister Everywhere" ความสำเร็จในวงการบันเทิงอย่างเช่น ได้รับฉายา "ซุปตาร์พันธุ์ข้าวเหนียว" จากสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ในปี 2554 การได้รับรางวัล "ขวัญใจมหาชน" จากงานสยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์ 2011 รวมทั้งรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมหลายสถาบันที่สำคัญ จากละครเรื่อง เกมร้ายเกมรัก ได้แก่ รางวัลเมขลา, รางวัลนาฏราช และสยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์ ไปจนถึงได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 14 ดาราแห่งศตวรรษ และ 1 ใน 120 คนบันเทิงผู้ทรงอิทธิพลครึ่งปีแรก 2555 จากนิตยสาร รีเควสต์ ดาราทรงอิทธิพลในวงการบันเทิง จากหนังสือพิมพ์ ดาราเดลี และอยู่ในอันดับ 1 จากผลการสำรวจความนิยมของสถาบันต่าง ๆ มากมาย ประวัติณเดชน์ คูกิมิยะ มีนามเดิมว่า ชลทิศ ยอดประทุม[1][2] เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2534[3] ที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยชื่อจริงมารดาบุญธรรมเป็นผู้ตั้งให้ เป็นคำประสมระหว่าง ณ+เดชน์ มีความหมายว่า "ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด" โดยความหมายในพจนานุกรม คำว่า "เดชน์" แปลว่า "ลูกศร"[4] ส่วน ณ ในที่นี้มาจากคำว่าญาณ หมายถึง ปัญญา ความรู้ ซึ่งตัด ณ มาเพียงตัวเดียว เมื่อรวมความหมายเข้าด้วยกันแล้ว จะได้ความหมายว่า ผู้มีปัญญาแหลมคมดุจลูกศร ซึ่งหมายถึง ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด เขาเป็นบุตรบุญธรรมของสุดารัตน์ คูกิมิยะ (ซึ่งเป็นป้าแท้ ๆ ของณเดชน์) และโยชิโอะ คูกิมิยะ เขามีเชื้อสายไทย–ออสเตรีย โดยมีมารดาแท้ ๆ เป็นคนไทยและเป็นน้องสาวของสุดารัตน์ ส่วนบิดาแท้ ๆ เป็นชาวออสเตรีย สำหรับชื่อเล่นเดิมบิดาชาวออสเตรียตั้งให้ว่า "แบรนด์ (Brand)" แต่เนื่องจากอ่านออกเสียงค่อนข้างยาก ครอบครัวของเขาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น แบร์รี[5] หมายถึง "สิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า"[6] ณเดชน์เติบโตและอาศัยอยู่ที่ขอนแก่นกับสุดารัตน์ คูกิมิยะ มารดาบุญธรรมชาวอีสานเชื้อสายจีนผู้มีศักดิ์เป็นป้าซึ่งประกอบธุรกิจส่วนตัว และบิดาบุญธรรมชาวญี่ปุ่น โยชิโอ คูกิมิยะ เป็นวิศวกรไฟฟ้าซึ่งทำงานในกรุงเทพมหานคร ส่วนบิดาบังเกิดเกล้าเป็นชาวออสเตรีย[7] และมารดาบังเกิดเกล้าเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของสุดารัตน์ ณเดชน์เดิมชื่อชลทิศ ยอดประทุม โดยหลังจากโยชิโอและสุดารัตน์รับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม จึงเปลี่ยนชื่อเป็นณเดชน์ คูกิมิยะ[5] ถึงแม้โยชิโอจะเป็นพ่อบุญธรรมของณเดชน์ แต่ณเดชน์ก็ไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เพราะโยชิโอไม่เคยสอน เมื่อสนทนากันโยชิโอจะใช้เพียงภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเท่านั้น[8] ณเดชน์เล่าถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวว่า โยชิโอและสุดารัตน์มีวิธีการเลี้ยงดูที่ต่างกัน โดยณเดชน์สนิทสนมคุ้นเคยกับสุดารัตน์มากที่สุด เพราะอยู่ใกล้ชิด โทรศัพท์ถึงกันทุกวัน ดูแลถามไถ่เรื่องอาหารสุขภาพ ไม่ดุ ส่วนโยชิโอจะคุยกันแบบผู้ชาย เรื่องวางแผนในอนาคต อาชีพการงาน และเรื่องผู้หญิง[8] ทั้งนี้พ่อและแม่ที่แท้จริงของณเดชน์ได้แยกทางกันไปตั้งแต่ณเดชน์ยังเด็ก ๆ และณเดชน์ก็ไม่เคยเจอหน้าพ่อแท้ ๆ เลย ซึ่งณเดชน์สงสัยที่มาที่ไปของตัวเองมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นอนุบาล จนกระทั่ง ม.2 หลังโดนเพื่อนทักว่าทำไมหน้าตาไม่คล้ายคนญี่ปุ่น ณเดชน์จึงมาถามความจริงกับสุดารัตน์จนทราบเรื่อง โดยณเดชน์ก็ยอมรับเรื่องดังกล่าว อีกทั้งยังรักและเคารพพ่อและแม่บุญธรรมเหมือนเดิม พร้อมกับยกย่องพ่อบุญธรรมชาวญี่ปุ่นเป็นฮีโร่ในดวงใจ และถือว่าตัวเองก็เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น[9] การศึกษาณเดชน์เรียนอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลพิมานเด็ก ต่อชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาชาย (ปัจจุบันเป็น โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) [5] กระทั่ง ป.5 ได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนขอนแก่นวิเทศศึกษา จังหวัดขอนแก่น[10] จนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (สายวิทย์-คณิต) ระหว่างศึกษาได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันหลายครั้ง เมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาณเดชน์ได้คัดเลือกเข้าศึกษาต่อใน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรนานาชาติ [11]แต่ไม่ผ่านการสอบคัดเลือก ณเดชน์จึงได้เลือกเรียนสาขาใหม่ในมหาวิทยาลัยเอกชน เนื่องจากขณะที่ศึกษาอยู่ชั้น ม.4 เขาเริ่มสนใจการผลิตภาพยนตร์สั้น รายการโทรทัศน์ [5]จึงต้องการเรียนรู้การทำงานเบื้องหลัง เช่น กำกับการแสดง และสนใจศึกษาทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการถ่ายภาพนิ่ง[12] ไม่ชอบการเรียนคณิตศาสตร์[8] ประกอบกับระยะนั้นเขาได้เข้าสู่วงการบันเทิงเป็นที่เรียบร้อย และเริ่มแสดงละครโทรทัศน์ จึงเลือกเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต[5] จวบจนณเดชน์สำเร็จการศึกษาและได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.31[13] ปัจจุบัน ณเดชน์จบการศึกษาระดับปริญญาโท วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดังเดิม[14] ธุรกิจในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ณเดชน์กับปริญ สุภารัตน์ และเพื่อนนอกวงการอีก 2 คนร่วมกันเปิดธุรกิจชื่อ TheReCrafting ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องหนังและสปา[15] ในนามบริษัทสามมหัศจรรย์ จำกัด
สามมหัศจรรย์ เป็นบริษัทของไทยที่จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 ด้วยทุนจดทะเบียน 1.5 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจให้บริการดูแลรักษา และซ่อมแซมเครื่องหนังประเภทรองเท้า กระเป๋า และเครื่องแต่งกายสำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์ TheReCrafting ซึ่งได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565[16] โดยมีณเดชน์ คูกิมิยะและปริญ สุภารัตน์ สองนักแสดงชื่อดังนั่งแท่นเป็นกรรมการบริหารร่วมกับเพื่อนนอกวงการอีก 2 คนคือ คงเดช สิทธิสุพร และเจตนิพัทธ์ ผ่องศรีเพชร โดยณเดชน์ถือหุ้นเป็นอันดับที่ 1 จำนวน 3,500 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 23.33%[17] ก่อนที่ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 คงเดช จะตัดสินใจลาออกจากบริษัทและพ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้น โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารโดย ณเดชน์ และ ปริญ ลดบทบาทเหลือเพียงผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว พร้อมกับให้ เจตนิพัทธ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจร่วมกับ นางสาวปภิณดา ศิริพันธ์[18] ปีถัดมา เขาร่วมมือกับเพื่อนนอกวงการชื่อ สุธี ก่อกูลเกียรติ เปิดศูนย์พัฒนาศักยภาพนักกีฬาชื่อ Sport Tech Pro ในย่านเอกมัย ในนามบริษัท จีพีเอส เฟรซ สปอร์ต (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งณเดชน์ถือหุ้นเป็นอันดับที่ 1 จำนวน 9,000 หุ้น คิดเป็น 45%[19][17]
นอกจากนี้ในวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ณเดชน์ได้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทกิจการค้าปลีก ค้าส่ง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำดื่มและเครื่องดื่มทุกชนิดชื่อ ณอร์ตาร์ เวลตี้ ร่วมกับ สุธี ก่อกูลเกียรติ สร้างบุญ แสงมณี และ เจ–ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักฟุตบอลชื่อดัง โดยณเดชน์ถือหุ้น 5,000 หุ้น คิดเป็น 25%[20][17] ชีวิตส่วนตัวณเดชน์เป็นคนชื่นชอบการฟังเพลงและเล่นดนตรีหลายอย่าง เช่นกีตาร์, อูกูเลเล[21] โดยเมื่อว่างจากการถ่ายทำละครเขามักจะนำอูกูเลเล คอร์เน็ต และแบนโจมาเล่นบ่อย ๆ [10] สมัยที่เรียนมัธยมต้นณเดชน์กับเพื่อนได้รวมกลุ่มก่อตั้งวงดนตรีเพื่อแสดงในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน[10]ชื่อวง ดีเอกซ์ โดยณเดชน์เป็นมือเบส และได้ร้องนำบ้างในบางโอกาส[22] รวมถึงชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก[23][24] ส่วนกีฬาที่นิยมเล่นในเวลาว่างคือ ฟุตบอล, ว่ายน้ำ, กอล์ฟ ซึ่งโยชิโอสอนให้เมื่ออายุ 10 ปี[25] และเทควันโด ซึ่งเคยเข้าแข่งขันได้รับรางวัลรองชนะเลิศในรุ่นเยาวชนชายอายุไม่เกิน 6-8 ปี จากรายการชิงแชมป์ประเทศไทยเมื่อปี 2545[5] นอกจากนี้ณเดชน์ยังมีความศรัทธาและเข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ ได้ผ่านการบวชเณรมาเมื่อวัยเยาว์[26] จนกระทั่งได้รับรางวัลบุคคลผู้มีคุณธรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2554 โดยสภาศิลปินส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ณเดชน์ไม่เล่นเครือข่ายสังคมออนไลน์ ดังดาราที่มีชื่อเสียงคนอื่น จนถูกมองว่าเชย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 เขาจึงตัดสินใจเปิดบัญชีอินสตราแกรมเป็นของตัวเอง[27] ในปี 2553 ณเดชน์พบกับอุรัสยา เสปอร์บันด์ ขณะถ่ายทำละครเรื่อง ดวงใจอัคนี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจนถูกคาดการณ์ความสัมพันธ์ต่าง ๆ นานา แต่ทั้งคู่ปฏิเสธมาโดยตลอด[28] ในปี 2565 ขณะให้สัมภาษณ์กับรายการ ออนแดตเดย์ ของเดอะสแตนดาร์ดป็อป ทั้งคู่ยอมรับว่าความสัมพันธ์ถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ และได้ตกลงคบหากันในภายหลัง[29] ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2566 ทั้งคู่หมั้นหมายกันที่เมืองโปซีตาโน ประเทศอิตาลี[30] วงการบันเทิงในปี 2551 ผู้จัดการนักแสดง ศุภชัย ศรีวิจิตร ได้ไปเยี่ยมบ้านของศุกลวัฒน์ คณารศ ที่ขอนแก่น และพบณเดชน์ซึ่งอาศัยในหมู่บ้านเดียวกันโดยบังเอิญ จึงร้องขอต่อสุดารัตน์ให้บุตรบุญธรรมเข้าร่วมเป็นนักแสดงในสังกัด ซึ่งเธอก็ยินยอม[31] โดยก่อนหน้านั้นศุภชัยได้รู้จักกับอาจารย์ของณเดชน์ รวมทั้งเคยเห็นภาพณเดชน์จากอินเทอร์เน็ตมาบ้าง[32] แต่เนื่องจากณเดชน์ยังมีอายุเพียง 15 ปี และกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.4 เขาใช้เวลาฝึกบุคลิกภาพ ความสามารถต่าง ๆ ด้านการแสดงเป็นเวลา 2 ปีก่อนที่จะพาเข้าสู่การทำงานในวงการ[33] ปัจจุบันณเดชน์มีบ้านของตัวเองที่กรุงเทพมหานครแล้ว ในตอนแรกณเดชน์ไม่มีความคิดอยากที่จะเป็นนักแสดง เพราะเคยมีอคติส่วนตัวต่อวงการบันเทิงไม่ชอบดูละคร แต่ด้วยคำแนะนำของสุดารัตน์และศุภชัยจึงได้เข้าสู่วงการ[32]ดารานักแสดงทางฝั่งฮอลลีวูดที่ณเดชน์ชื่นชอบคือ นิโคล คิดแมน เพราะดวงตามีเสน่ห์ มองแล้วรู้สึกประทับใจ โดยให้เหตุผลว่า "ผมชอบเวลามองผู้หญิง แล้วเขามองกลับมาครับ เพราะตาของผู้หญิงแต่ละคนสามารถบอกได้ว่า เขาคิดยังไงกับเรา" แม้ณเดชน์มีภาพลักษณ์ที่สนุกสนานร่าเริง แต่เคยให้สัมภาษณ์ว่า บางครั้งมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ต้องการพบปะผู้คน และต้องปรับตัวในการเข้าสู่วงการบันเทิงมาก[25] เมื่อเข้าเป็นนักแสดงในสังกัดของศุภชัยแล้ว ณเดชน์จึงเริ่มงานด้านการเดินแบบเป็นครั้งแรกในงานการกุศลของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วจากนั้นก็เริ่มมีผลงานถ่ายแบบให้กับนิตยสารหลายฉบับ[5] โดยครั้งแรกที่ทำงานในวงการบันเทิง ณเดชน์ อายุ 17 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 และผลงานแรกที่ปรากฏแพร่ภาพทางวิทยุโทรทัศน์คือภาพยนตร์โฆษณาหมากฝรั่ง ไทรเด้นท์ รีแคลเดนท์ คู่กับพัชราภา ไชยเชื้อ[34] แสดงละครในปี 2552 ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้มีการคัดเลือกนักแสดงขึ้น โดยณเดชน์ผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาเป็นนักแสดงหน้าใหม่ เพื่อร่วมแสดงในละครโทรทัศน์ เงารักลวงใจ เป็นเรื่องแรก และในปี 2553 ได้มีผลงานละครที่สร้างชื่อเสียงคือ ดวงใจอัคนี , เกมร้ายเกมรัก[35] ความนิยมจากการแสดงละครโทรทัศน์ส่งผลให้ณเดชน์ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำเสนอในภาพยนตร์โฆษณาสินค้าเพิ่มขึ้นมากมายจากผลงานโฆษณาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากของณเดชน์ทำให้ โพสต์ทูเดย์ กล่าวว่า ณเดชน์คือ "แชมป์พรีเซ็นเตอร์" รวมทั้งชื่อเสียงในการแสดงละครคู่กับญาญ่า - อุรัสยา เสปอร์บันด์ ทำให้ได้นำเสนอภาพยนตร์โฆษณาต่าง ๆ ร่วมกันหลายเรื่อง[36]จนกระทั่งถูกเรียกให้เป็นพระนางคู่ขวัญ ทั้งสองคนถูกนำชื่อไปเป็นเรื่องราวสมมุติในงานจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัย เช่น ภาพพิธีมงคลสมรสที่วัดลำปางกลางตะวันออก แสดงวิถีการดำเนินชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของคนภาคเหนือ เพื่อบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังศึกษาสืบทอดกันต่อไป[37] ตามมาด้วยผลงานด้านอื่น ๆ เช่นการพากย์การ์ตูนแอนิเมชันสำหรับเยาวชนเรื่อง "ซุปเปอร์ฮีโร่ หล่อช่วยได้" หนึ่งในตัวละครหลักร่วมกับปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และปริญ สุภารัตน์ ออกอากาศทางช่อง 3 ไปจนถึงการร่วมกิจกรรมทางสังคม ต่าง ๆ เช่น คณะทูตของโครงการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม 2554 โดยสภากาชาดไทย[38] เป็นพรีเซ็นเตอร์รณรงค์เชิญชวนชายไทยคัดเลือกทหารของกองทัพบกไทย ประจำปี 2555[39] ในปี 2554–2555 ได้รับเลือกจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้เป็นทูตพระพุทธศาสนาวิสาขบูชานานาชาติ เป็นต้น ซึ่งผลงานหลากหลายประเภทที่ทำไว้ในข้างต้นเป็นจำนวนมาก บางกอกโพสต์จึงเรียกณเดชน์ว่า "Mr Everywhere" โดยเหตุผลของหนังสือพิมพ์มาจากการที่ประชาชนสามารถพบเห็นณเดชน์ตามแหล่งสื่อต่าง ๆ ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา[40] ในวันที่ 12 มกราคม 2555 รายการ เช้าดูวู้ดดี้ ออกอากาศทางช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี ได้มีการถ่ายทอดเทปบันทึกเรื่องราวของ ด.ญ.พรสุภาดา คำกำพุทธ มีชื่อเล่นว่า มอมแมม ที่อาการดีขึ้นอย่างเป็นปรากฏการณ์คล้ายปาฏิหาริย์ หลังจากการดูละคร เกมร้ายเกมรัก และชื่นชอบตัวละคร สายชล พระเอกของเรื่องรับบทโดยณเดชน์[41] เป็นแรงบันดาลใจทำให้ปฏิกิริยาของร่างกายฟื้นจากอาการป่วยเร็วขึ้นทุกครั้งก่อนได้รับการผ่าตัด[42] โดยบิดาของเด็กหญิงได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่า "ในช่วงเขาป่วยเข้าโรงพยาบาลก็จะไปดูแลเขาตลอด ต้องเขาผ่าตัดมา 3 ครั้งแล้ว ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเลย เกือบเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 2 ครั้งที่แล้ว แต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งทุกครั้งก็จะทำใจไว้ล่วงหน้า เพราะอาการหนักมากจริง ๆ แต่ครั้งล่าสุดเขาบอกว่าเขาจะกลับมาหาสายชล ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร มารู้ที่หลังว่าเขาชอบดูละครเรื่องนี้ และชอบสายชลมาก คุณหมอบอกว่าอาการดีขึ้นทุกครั้งที่ได้ดูสายชล"[41] โดยมอมแมมเป็นเด็กหญิงวัย 7 ขวบ มีหัวใจเพียงแค่ 2 ห้อง และไม่มีเส้นเลือดไปเลี้ยงที่ปอด ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไปได้ หลังจากที่ณเดชน์ทราบเรื่องจึงเดินทางมาพบเด็กหญิงเพื่อมาให้กำลังใจพบปะพูดคุยกับเด็กหญิง เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี [43] บริจาคเงินให้ครอบครัวของเด็กหญิงอีก 50,000 บาท วันรุ่งขึ้นเป็นพาดหัวข่าวใหญ่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ และรายการโทรทัศน์บันเทิงหลายช่อง จนวันที่ 22 มกราคม เด็กหญิงสามารถออกจากโรงพยาบาล และกลับมาเรียนหนังสือได้อย่างเป็นปกติ[44] การจัดงานวันแม่แห่งชาติ ปี 2555 ณเดชน์ได้รางวัลลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์[45] มีจำนวนทั้งสิ้น 85 คน จาก 330 คน ซึ่งณเดชน์เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลประเภท นักร้อง นักแสดง ศิลปิน[46] โดยเข้ารับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร[47] ในปีต่อมาณเดชน์ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นทูตพระพุทธศาสนาวิสาขบูชานานาชาติ ประจำปี 2556 และการประกาศเกียรติคุณรางวัลครอบครัวชาวพุทธมามกะ จากทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย[48] ในปี 2555 มีผลงานแสดงละครเรื่อง ธรณีนี่นี้ใครครอง แสดงร่วมกับอุรัสยา เสปอร์บันด์อีกหน การแสดงของทั้งคู่ กรุงเทพธุรกิจ วิจารณ์ไว้ว่า "ได้เผยถึงความหลากอารมณ์ มีหลายอย่างปน ๆ กันอยู่ แล้วปล่อยออกมาแบบกระตุ้นการรับรู้" (sensory stimulus) นอกจากงานแสดงแล้ว ณเดชน์ยังได้มีส่วนร่วมกำกับภาพยนตร์กับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเชียงคาน ซึ่งเป็นผลงานการกำกับครั้งแรก[49] และปีเดียวกันนี้ ณเดชน์ได้มีงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตคือ คู่กรรม รับบทเป็น โกโบริ ทหารญี่ปุ่น ซึ่งณเดชน์ได้เข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเพื่อการพูดภาษาไทยให้มีสำเนียงเหมือนชาวญี่ปุ่น[50] แสดงร่วมกับอรเณศ ดีคาบาเลส นักแสดงหน้าใหม่[51] กำกับภาพยนตร์โดยกิตติกร เลียวศิริกุล ผลิตโดยเอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ ทางด้านผู้จัดจันทิมา เลียวศิริกุล กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกณเดชน์ เพราะโกโบริคือณเดชน์ ว่า "เพราะเขาคือคนที่เหมาะที่สุด เราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวเป็นคนอื่น และถ้าไม่ได้น้องเขาจริง ๆ โปรเจกต์นี้ก็คงต้องเก็บไว้ก่อน"[52] ในปี 2556 ณเดชน์ได้รับเลือกให้แสดงในละครเรื่อง รอยฝันตะวันเดือด จากละครซีรีส์ชุด The Rising Sun รับบทเป็นคนญี่ปุ่นชื่อ ริว แสดงคู่กับอุรัสยา เสปอร์บันด์ ออกอากาศในปี 2557 และยังได้ร้องเพลงประกอบละครร่วมกัน ในเพลง "แล้วเราจะได้รักกันไหม" ซึ่งติดอันดับที่ 1 บนซี้ดเอฟเอ็ม ชาร์ตท็อป 20 ประจำวันที่ 14 กันยายน 2557 โดยวัดจากการออกอากาศของคลื่นวิทยุในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนาน 40 สถานี[53] และละครซีรีส์ชุดนี้ยังได้รับรางวัลสเปเชียล อวอร์ด จากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากซีรีส์ชุดนี้ได้ถ่ายทอดสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างสวยงาม [54] จนมีนักท่องเที่ยวเดินทางตามรอยสถานที่ต่าง ๆ ในปี 2557 แสดงละครเรื่อง ลมซ่อนรัก กับ ณฐพร เตมีรักษ์ ออกอากาศในปี 2558 และยังได้รับบทฝาแฝดเป็นเรื่องแรก[55] ปลายปีเดียวกันณเดชน์มีละครเรื่อง ตามรักคืนใจ แสดงนำร่วมกับนิษฐา จิรยั่งยืน[56] จากนั้นในปี พ.ศ. 2560 เข้าร่วมทีมนักแสดงหลักของ เล่ห์ลับสลับร่าง แสดงเป็น รามิล ทุ่งพระเพลิง กับอุรัสยา เสปอร์บันด์ ปีถัดมา เขาเข้าร่วมทีมนักแสดงหลักของซีรีส์ ลิขิตรัก The Crown Princess รับบทเป็นนาวาตรีดวิน สมุทรยากร ดวิน สมาชิของกองทัพเรือไทย ซึ่งถูกส่งไปปกป้องเจ้าหญิง ในปี 2561 ณเดชน์ได้แสดงภาพยนตร์ นาคี ๒ ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของช่อง 3 ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จทางรายได้ ทำรายได้ไป 441.2 ล้านบาทเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในรอบปี ในปี 2562 จะเข้าร่วมทีมนักแสดงหลักของฉบับภาษาไทยของซีรีส์ ลิขิตรักข้ามดวงดาว รับบทเป็นอชิระ ในปี 2567 ณเดชน์ได้มีโอกาสแสดงละครเวทีเรื่อง ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิเคิล 2024 ซึ่งเป็นละครเวทีเรื่องแรกของณเดชน์ ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิเคิล 2024 ทำการแสดงตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน – 15 ธันวาคม 2567 ณเดชน์รับบทเป็นชารีฟ[57] ผลงานรางวัลและการเสนอชื่ออ้างอิง
แหล่งข้อมูลอื่นวิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อที่เกี่ยวข้องกับ ณเดชน์ คูกิมิยะ วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อที่เกี่ยวข้องกับ ณเดชน์ คูกิมิยะ วิกิคำคมมีคำคมเกี่ยวกับ ณเดชน์ คูกิมิยะ |